วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2550

นางสาวไทย ปี พ.ศ. 2549

การประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2549 ที่ปีนี้เบิกฤกษ์ย้ายสถานที่จัดประกวดจากเดิมที่วนเวียนอยู่แต่ในกรุงเทพฯ เปลี่ยนบรรยากาศไปเป็นเมืองตากอากาศที่พัทยาบ้าง เพื่อสร้างความแปลกใหม่ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วย เข้าแก๊ปตามตำรา “ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว”!!





น้องเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์

นางสาวไทย 2549 ยิ่งใหญ่อลังการ น้องเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ ว่าที่คุณหมอ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คว้าสุดยอดสาวงาม 3 ตำแหน่ง นางสาวไทย 2549 ขวัญใจประชาชน และขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน


ผ่านพ้นไปแล้วกับการประกวดนางสาวไทย 2549 ซึ่งปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น นับตั้งแต่การคัดเลือกสาวงามให้เหลือเพียง 18 คนจากปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 40 คน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรก ของเวทีนางสาวไทยในยุคของไอทีวี ที่ได้จัดการประกวดจากส่วนภูมิภาค ซึ่งในปีนี้คือเมืองพัทยา สาวงามทั้ง 18 ร่วมเก็บตัวและทำกิจกรรมถ่ายทำ VTR ณ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของพัทยา อาทิ สวนนงนุช อุทยานหินล้านปี บ้านสุขาวดี เมืองจำลอง รวมทั้งเกาะที่มีชื่อเสียงของพัทยาคือ เกาะล้าน นอกจากนี้พวกเธอยังได้ลงเรือดำน้ำไปเยี่ยมชมความงามใต้ท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มชดเชยความเหนื่อยได้เป็นอย่างดี



จากกิจกรรมสนุกๆมาสู่การประกวดรอบสื่อมวลชน ในวันเสาร์ที่ 2 กันยายน 2549 ณ โรงละครไทยอลังการ จ.ชลบุรี ซึ่งที่นี่มีความใหญ่โตอลังการสมชื่อ สาวงาม 18 คนเดินโชว์โฉมให้คณะกรรมการทั้ง 16 ท่าน ชมความงามและให้คะแนนอย่างใกล้ชิด และในวันนี้ได้มีการประกาศรางวัล นางงามผิวสวย โดยสก็อต คอลลาเจน อี ซึ่งผู้ได้รับรางวัลแรกคือ น้องโน้ต วนัสนันท์ กัลยกิตติ์ขจร หมายเลข 1




น้องโน้ต วนัสนันท์ กัลยกิตติ์ขจร




หนูเล็ก ระวีวรรณ สาระสมแสง


จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (3 กันยายน 2549 ) ซึ่งเป็นวันประกวดรอบตัดสิน ผู้มีเกียรติและแขกรับเชิญ ทยอยกันมาร่วมงานจนเต็มโรงละคร การประกวดเริ่มต้นขึ้นด้วยการแสดงชุด 4 ภาคจากโรงละครไทยอลังการ และเปิดตัว 2 พิธีกรคือ นุ้ย สุจิรา อรุณพิพัฒน์ และนีโน่ เมทะนี บูรณศิริ ตามด้วยการแสดงจากผู้เข้าประกวดทั้ง 18 คน ในชุดประกายแห่งเพชร ซึ่งพวกเธอปรากฏตัวด้วยชุดราตรีสั้นสีสันสดใส ตามด้วยVTR ประมวลภาพ กว่าจะเป็นผู้เข้าประกวด 18 คนสุดท้าย จากนั้นส่งต่อให้พิธีกรภาคสนามคือ หมิง ชาลิสา บุญครองทรัพย์ และภัทร จึงกานต์กุล ซึ่งพาไปชม VTR กิจกรรมการเก็บตัวผู้เข้าประกวด


ช่วงต่อมาเป็นโชว์ชุดหยาดเพชรจาก บอย พิษณุ นามสกุล และการประกาศรางวัลพิเศษ คือ นางงามบุคลิกมาดมั่น โดย Arty Professional by BSC ได้แก่ หนูเล็ก ระวีวรรณ สาระสมแสง หมายเลข 12 ได้รับรางวัล ผลิตภัณฑ์ Arty Professional by BSC มูลค่า 50,000 บาท รางวัล Miss Smart Money Queen โดย Money Channel ได้แก่ วนัสนันท์ กัลยกิตติ์ขจร หรือน้องโน้ต หมายเลข 1 ซึ่งเธอจะได้รับ เงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท Miss Perfect Friendship หรือรางวัลนางงามมิตรภาพ โดย Perfect Diamond ได้แก่ น้องลูกปัฐม์ ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว หมายเลข 8 ได้รับรางวัลชุดเครื่องเพชรมูลค่า 200,000 บาท และรางวัลนางงามบุคลิกภาพ ได้แก่ น้องน้ำตาล พรรณนภา ปราบภัย หมายเลข 11 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท


แล้วช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง นั่นคือการประกาศผลผู้เข้ารอบ 10 คน ได้แก่


หมายเลข 1 วนันสนันท์ กัลยกิตติ์ขจร
หมายเลข 2 สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร
หมายเลข 4 จิตรลดา ศุภชัยมงคล
หมายเลข 7 ลลนา ก้องธรนินทร์
หมายเลข 8 ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว
หมายเลข 9 เพ็ญประภา ฤทธิปัญญาวงศ์
หมายเลข 11 พรรณนภา ปราบภัย
หมายเลข 12 รวีวรรณ สาระสมแสง
หมายเลข 16 เชรี่ ทรรพวสุ
หมายเลข 18 รสวรรณ แก้วส่องแสง


พวกเธอทั้ง 10 ต่างก็เลือกซองคำถามจากคณะกรรมการ ซึ่งคำถามที่ได้รับก็ค่อนข้างยาก แต่พวกเธอก็ทำได้ดีแทบทุกคน คั่นเวลาแห่งความตื่นเต้นกันด้วยโชว์สวยๆจาก มาช่า วัฒนพานิช 2 เพลง ต่อด้วย VTR Pattaya City day Tour และสาวงามผู้ผ่านเข้ารอบ ทั้ง 10 ก็ออกมาเดินพบกับผู้ชมอีกครั้ง พร้อมกับเพลงหนึ่งในร้อย จากบอย พิษณุ นิ่มสกุล และชมกิจกรรมสนุกๆทางน้ำจากเกาะล้านใน VTR ชุด Sun Sea Sand Sport Time


น้องนิ้น สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร



น้ำตาล พรรณนภา ปราบภัย


ช่วงต่อมาเป็นการประกาศรางวัลสำคัญอีก 2 ตำแหน่ง นั่นคือ รางวัลขวัญใจประชาชน โดย AIS ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมโหวตขวัญใจของพวกเขาทาง SMS หมายเลข 4899003 ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลคือ น้องเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ หมายเลข 7 และน้องเจี๊ยบ ยังได้รับรางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชนด้วยอีกรางวัลหนึ่ง ทำให้เธอได้รับเงินรางวัล ในส่วนนี้รวม 200,000 บาท ซึ่งตลอดเวลาที่ประกาศชื่อน้องเจี๊ยบเป็นผู้ได้รับรางวัลทั้ง 2 นั้น กองเชียร์ของน้องเจี๊ยบ ซึ่งเป็นเพื่อนๆจากเตรียมอุดมศึกษา ได้ส่งเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง พร้อมชูป้ายที่จัดทำมาเอง อาทิ เรารักเจี๊ยบ M 7, น้องเจี๊ยบสู้ๆ เป็นต้น ซึ่งสร้างสีสันให้กับการประกวดในครั้งนี้ไม่แพ้การประกวดร้องเพลงแนว Reality Show เลยทีเดียว


และช่วงเวลาแห่งความระทึกใจก็มาถึง กับการประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 3 คน ซึ่งผลก็คือ หมายเลข 2 สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร หมายเลข 7 ลลนา ก้องธรนินทร์ และหมายเลข 11 พรรณนภา ปราบภัย พวกเธอทั้ง 3 คนต้องตอบคำถามเดียวกัน โดยมีตู้เก็บเสียงให้กับนางงามอีก 2 คนได้ยืนรอ ซึ่งคำถามสำคัญนี้คือ คุณอยากเห็นประเทศไทยในปี 2550 เป็นอย่างไร ทั้ง 3 คนเลือกตอบไปในแนวเดียวกันคือ อยากให้ประเทศไทยมีความสงบสุข และหันมาสามัคคี รักกันมากขึ้น โดยแต่ละคนก็มีรายละเอียดในการตอบแตกต่างกันไป


ช่วงรอคอยผลคะแนนก็เป็นเวลาแห่งการอำลาตำแหน่งของ "ฝ้าย" สิรินทร์ยา สัตยาศัย นางสาวไทยปี 2547 ซึ่งปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการ บนเสลี่ยง และขบวนแห่ช้างอย่างสวยงาม ในที่สุด ผลการตัดสินก็มาถึงมือพิธีกร และเริ่มประกาศรางวัลรองอันดับ 2 ได้แก่ น้ำตาล พรรณนภา ปราบภัย และเหลือเพียง 2 คนคือ น้องจี๊ยบ หมายเลข 7 และน้องนิ้น หมายเลข 2 ซึ่งผู้ที่ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยคือ หมายเลข 7 ลลนา ก้องธรนินทร์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และรองอันดับ 1 คือ หมายเลข 2 น้องนิ้น สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร




นางสาวไทยประจำปีนี้ ได้รับมงกุฎจาก คุณหญิงสมรศรี วีระวรรณ สายสะพายจาก คุณเยาวเรศ ชินวัตร ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และถ้วยรางวัลและดอกไม้จาก คุณวิโรจน์ นวลแข นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำหรับของรางวัลที่เธอได้รับมูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท โดยมีรางวัลสำคัญคือ มงกุฎเพชร สายสะพาย ถ้วยรางวัล รถยนต์โฟลค์ พาสสาท เงินสดมูลค่า 1 ล้านบาท เครื่องเพชรมูลค่า 400,000 บาท และรางวัลอื่นๆอีกมากมาย

ผู้เข้ารอบ 18 คน จากนางประกวดนางสาวไทยประจำปี พ.ศ. 2549




1. วนัสนันท์ กัลยกิตติ์ขจร (โน้ต)
จ.ลพบุรี
อายุ 21 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ ปี 4 มศว.

2. สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร (นิ้น)
จ.ชลบุรี
อายุ 22 ปี
กำลังศึกษา ปริณญาโท คณะบริหารธุรกิจ ปี 2 ม.กรุงเทพ



3. จารุวรี ทองประเสริฐ (หญิง)
จ.เชียงราย
อายุ 26 ปี
จบการศึกษา คณะสังคมศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์ 2547 มหาวิทยาลัยพายัพเชียงใหม่


4. จิตรลดา ศุภชัยมงคล (หญิง)
กรุงเทพมหานคร
อายุ 24 ปี
กำลังศึกษา อุดมศึกษา คณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ปี 4 ม.กรุงเทพมหานคร



5. อชิรญาณ์ เหมือนทิพย์ (อชิ)
จ.ปทุมธานี
อายุ 20 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะนิเทศสาสตร์ ปี 2 ม.รังสิต


6. นวรัตน์ ภิญโญ (ฝ้าย)
จ. นครราชสีมา
อายุ 24 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ปี 2 ม.เกษตรศาสตร์



7. ลลนา ก้องธรนินทร์ (เจี๊ยบ)
กรุงเทพมหานคร
อายุ 18 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะแพทย์ศาสตร์ ปี 1 ม.มหิดล



8. ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว (ลูกปัฐม์)
จ.นนทบุรี
อายุ 23 ปี
จบการศึกษา คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ต่างประเทศ 2548 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


9. เพ็ญประภา ฤทธิปัญญาวงศ์ (โบว์)
กรุงเทพมหานคร
อายุ 24 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ปี 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


10. ญาณินี บุรินทรวรวิทย์ (หนึ่ง)
จ.นนทบุรี
อายุ 21 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะวิทยาการจัดการ ปี 4 ม.ราชภัฏสวนดุสิต


11. พรรณนภา ปราบภัย (น้ำตาล)
จ. นครราชสีมา
อายุ 19 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปี 2 ม.ศิลปกร



12. รวีวรรณ สาระสมแสง (หนูเล็ก)
จ. กาญจนบุรี
อายุ 21 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศสตร์ ปี 3 ม.ศรีปทุม



13. นิยาวดี รัตนไพฑูรย์ (โรส)
จ. สุราษฎร์ธานี
อายุ 19 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรีคณะมนุษย์ศาสตร์ ปี 3 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

14. โชติกา เจิดจำรัส (ออย)
จ.เชียงใหม่
อายุ 20 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรีคณะศิลปกรรม 2 ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา



15. กรองแก้ว กาฬสินธิ์ (แก้ว)
จ. พัทลุง
อายุ 21 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะมนุษย์ศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ



16. เชรี่ ทรรพวสุ (ก้ามปู)
กรุงเทพมหานคร
อายุ 22 ปี
จบการศึกษา คณะPsychology สาขาMarital and Family Therapy ปี 2006 University of California, Riverside



17. มณิสรา เทศอุดม (ก้อย)
จ.นนทบุรี
อายุ 23 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ปี 4ม.ธุกิจบัณฑิตย์




18. รสวรรณ แก้วส่องแสง (หนิง)
จ. ปัตตานี
อายุ 20 ปี
กำลังศึกษา ปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปี 3 ม.จันทรเกษม

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550

ต่อ นางสาวสยาม ยุคที่ 1 : พ.ศ. 2491 - 2497

ปี พ.ศ. 2484 งานฉลองรัฐธรรมนูญและงานประกวดนางสาวไทยกำลังดำเนินไปตามปกติร้านรวงมีการจัดสร้างไว้อย่างสวยงาม สาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยทุกคนได้เริ่มเดินขึ้นสู่เวทีประกวดในคืนแรกแล้ว
หากแต่เกิดเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นได้ยกกำลังพลบุกที่บางปู จังหวัประจวบคีรีขันธ์ ตลอดไปจนทั้งแถบจังหวัดภาคใต้ จนถึงมลายู และทั่วไปทุกประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก เพื่อต่อสู้สงครามโดยเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร งานประกวดนางสาวไทยจึงหยุดชะงักกลางคัน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2486 ประเทศไทยจึงได้มีการฉลองขวัญคนไทย และรัฐธรรมนูญด้วยการประกวดนางงาม ดอกไม้ของชาติ ขึ้นมาแทน เนื่องจากไม่ได้มีสาวงามจากต่างจังหวัดเข้าร่วมประกวด ด้วยเหตุผลของการคมนาคมไม่สะดวก จะมีก็เพียงสาวงามจากกรุงเทพฯ และธนบุรีเท่านั้น ผู้ชนะเลิศเป็น ดอกไม้ของชาติ คนแรกและคนเดียวในประเทศไทย คือ ปิยฉัตร บุญนาค






2491 : 1948

1. ลัดดา สุวรรณสุภา : Ladda Suwansupa
2. ปราณี มาลีพันธุ์สกุล : Pranee Maleepansakul
3. เรณู พิบูลภาณุวัฒนา : Renu Pibulpanuwattana
4. ลักษมี กรรณสูตร : Luksamee Kannasutra
5. อุษา วีรยวรรธนะ : Usa Weerayawattana




ลัดดา สุวรรณสุภา นางสาวไทย ปี พ.ศ.2491

หลังจากสงครามเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ในปี พ.ศ.2491 รัฐบาลโดยกองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีมติให้จัดการประกวดนางสาวไทยขึ้นอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญหลังจากว่างเว้นการประกวดนางสาวไทยมาถึง 8 ปีได้กำหนดให้มีการประกวดนางสาวไทยขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม มีการเดินประกวดในชุดเสื้อแขนกุดเปิดหลัง กางเกงกีฬา เหมือนดังปี 2483 เวทีประกวดถูกจัดขึ้น ณ สวนอัมพร ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายของลมหนาวสาวงามผู้ที่ชนะใจกรรมการได้รับการตัดสินดำรงตำแหน่งนางสาวไทย คือ ลัดดา สุวรรณสุภา ท่ามกลางรองอีก 4 คน คือ ลักษมี กรรณสูต, อุษา วีรยะวรรธนะ, เรณู ภิบูลย์ภาณุวัธน์ (คุณแม่ แซม ยุรนันทน์) และ ปราณี มาลีพันธุ์สกุล

''ลัดดา'' เป็นนางสาวไทยที่สื่อมวลชนบางฉบับเรียกขานเธอว่า ''บุหงาปัตตานี'' เนื่องจากเธอเข้าประกวดในนามของจังหวัดปัตตานีแม้ว่าแท้ที่จริงเธอจะเป็นชาวกรุงเทพฯ ก็ตาม ลัดดาครองตำแหน่งนางสาวไทยขณะอายุ 16 ปี เป็นธิดาของนายดิเรกข้าราชการนครบาลกรุงเทพฯ สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 4 จากโรงเรียนซางตาครูซ คอนแวนด์ ''ลัดดา'' เข้าพิธีสมรสกับนายสนิท พุกประยูร มีบุตรชาย 2 คน

..................................................................






2493 : 1950


1. อัมพร บุรารักษ์ : Amporn Burarak
2. โสภิตสุดา วงประเสริฐ : Sopitsuda Wongprasert
3. วีณา มหานนท์ : Weena Maharnon
4. พรทิพย์ จันทโมกข์ : Porntip Jantamoak
5. ศรีสมร อรรถไกรวัลวที : Srisamorn Uttakraiwanwatee




อัมพร บุรารักษ์ นางสาวไทย ปีพ.ศ.2493



และในปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2492 การประกวดนางสาวไทยและงานเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญต้องมีอันงดจัดไป 1 ปี เนื่องจากมีคำสั่งของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ด้วยเหตุที่สภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองไม่เอื้ออำนวย



ปี 2493 ได้มีการพลิกฟื้นงานฉลองรัฐธรรมนูญคืนมาอีกวาระหนึ่งพร้อมกับความคึกคักในบริเวณงานที่เต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆ นานาจากหน่วยงานของราชการและเอกชนในปีนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนเครื่องแต่งกายของผู้เข้าประกวดอีกครั้งหนึ่งและนับเป็นปีแรกของการประกวดที่ผู้เข้าประกวดต้องสวมชุดว่ายน้ำผ้าไหมเดินบนเวที ณ สวนอัมพรนั้นความหนาวเหน็บในปีนั้นก็มิได้ทำให้ผู้ชมงานลดน้อยถอยลงไปแต่ประการใด เนื่องเพราะมีเอื้องเหนือผู้เข้าประกวดหมายเลข 1 ซึ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัดเชียงรายและเป็นขวัญใจของผู้เข้าชมโดยทั่วไปได้รับการขนานนามให้เป็นนางสาวไทย ประจำปี 2493 ได้แก่ นางสาวอัมพร บุรารักษ์ และผู้ได้รับตำแหน่งรองนางงาม ประกอบไปด้วย ศรีสมร อรรถไกวัลวที, วีณา มหานนท์ , โสภิตสุดา วรประเสริฐ และพรทิพย์ จันทโมกข์



''อัมพร'' เกิดที่อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นบุตรสาวคนโตในจำนวน 7 คน ของ นายบุญส่ง ข้าราชการ อำเภอพาน จังหวัดเชียงรายสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยม 6 จากโรงเรียนราษฎร์ประพันธ์กุลและได้รับจากการทาบทามของผู้ว่าราชการส่งเข้าประกวดในนามของจังหวัดเชียงราย นับเป็นนางสาวไทยคนที่ 9 ของประเทศไทย และเป็นเอื้องเหนือคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทยเธอได้รับตำแหน่งขณะอายุ 18 ปีต่อมาได้สมรสกับร้อยตำรวจตรี วิศิษฐ์ พัฒนานนท์ มีบุตรธิดา



...........................................................





2494 : 1951


1. อุษณีย์ ทองเนื้อด : Usanee Thongnurdee
2. สุภัทรา ทวิติยานนท์ : Supatthra Tavitiyarnon
3. บุหงา วัชโรทัย : Bu-Nga Watcharothai
4. เปล่งศรี โสภาวรรณ : Plengsri Sopawan
5. สุวรรณา กังสดาล : Suwan Kansadan

อุษณีษ์ ทองเนื้อดี นางสาวไทยปีพ.ศ.2494

การประกวดนางสาวไทย 2494 ยังคงดำเนินต่อเนื่องจากปีกลาย ณบริเวณสวนอัมพรเช่นเดิม มีผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 30 คน ในคืนประกวดวันสุดท้ายสาวงามผู้อยู่ในความสนใจของประชาชนมีอยู่หลายคน แต่ผู้ที่อยู่ในความสนใจของกรรมการมีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งผู้ที่ชนะใจกรรมการในคืนประกวดวันนั้น ได้แก่ อุษณีย์ ทองเนื้อดี สาวงามในชุดว่ายน้ำสีชมพูกลีบบัวท่ามกลางรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ สุวรรณา กังสดาร, สุภัทรา ทวิติยานนท์, เปล่งศรี โสภาวรรณ และบุหงา วัชโรทัย

''อุษณีษ์'' นางสาวไทยคนที่ 10 ของประเทศไทย เธอเป็นบุตรีคนที่ 4จากจำนวนพี่น้องรวม 8 คน ของ นายเอื้อม ผู้รับราชการเป็นผู้ช่วยสรรพสามิตจังหวัดปราจีนบุรี สำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียนสายปัญญาเข้าประกวดนางสาวไทยในนามจังหวัดสมุทรสงคราม โดยการทาบทามของ หลวงอรรถไกลวัลวที บิดาของ ศรีสมรอรรถไกวัลวที รองนางสาวไทยเมื่อปีก่อน ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของอุษณีษ์ขณะครองตำแหน่งนางสาวไทยเธอมีอายุ 18 ปีเต็มโดยเข้าร่วมประกวดพร้อมกับพี่สาว นวลละออ ทองเนื้อดี ซึ่งผ่านเข้ารอบรองสุดท้ายในการประกวดปีเดียวกันของ ''อุษณีษ์'' ความหมายที่มงคลต่อตัวเธอ อันมีความหมายว่า ''มงกุฎ'' มงกุฎของเธอซึ่งเป็นมงกุฎดิ้นเงินปักบนผ้ากำมะหยี่ดังเช่นปีที่ผ่านมาและยังมีแหวนเพชรเสียบอยู่บนเรือนมงกุฎอีกด้วย อุษณีษ์เข้าพิธีสมรสกับร้อยโท ม.ร.ว. พงษ์ดิศ ดิศกุล มีบุตรธิดารวม 5 คน


............................................................



2495 : 1952

1. ประชิตร ทองอุไร : Prachit Thong-urai
2. ดวงจันทร์ บุญศรี : Duangjan Bunsiri
3. วิจิตรา วัลลิสุดต์ : Wijittra Wanlisut
4. พยุงศรี สาคริกานนท์ : Payungsri Sar-krikanon
5. นัยนา ไชยสุต : Naiyanar Chaiyasut


ประชิตร์ ทองอุไร นางสาวไทยพ.ศ. 2495
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในปี 2495 ที่ค่อนข้างระส่ำระสายด้วยเรื่องของการจับกุมบุคคลในแวดวงการเมืองและต่างๆ ในข้อหาคอมมิวนิสต์หากงานฉลองงานรัฐธรรมนูญ 2495 ยังดำเนินต่อไปอย่างคึกคักด้วยผู้คนและห้างร้านต่างๆ ที่มาออกงานมากมายจนกระทั่งมีการเปลี่ยนสถานที่การจัดงานจากบริเวณสวนอัมพรไปยังบริเวณสวนลุมพินีซึ่งมีเนื้อที่กว้างกว่า และในส่วนของเวทีการประกวดนางสาวไทยที่ได้มีการจัดสร้างกันอย่างถาวรสาวงามผู้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ 11 คือตัวเก็งที่อยู่ในสายตาประชาชนตลอดการประกวด ได้แก่ ''ประชิตร์ ทองอุไร'' พร้อมรองอีก 4 นางสาว ได้แก่ ดวงจันทร์ บุญศรี, วิจิตรา วัลลิสุต, พยุงศรี สาคริกานนท์ และนัยนา ไชยสุต

''ประชิตร์'' เกิดและเติบโตแถวถนนรองเมือง กรุงเทพมหานครบิดาเป็นนายตรวจสายไฟฟ้า กรมรถไฟ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้น จากโรงเรียนโพธิทัตได้รับการชักชวนจาก ภรรยาของ หม่อมหลวงชูชาติ กำภู ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทานในสมัยนั้น โดยเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยในนาม กระทรวง เกษตราธิการหรือกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน
ขณะได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ''ประชิตร์'' อายุ 18 ปี ด้วยรอยยิ้มอันงดงามบนใบหน้าอันคมคายทำให้เธอเป็นขวัญใจของวัยรุ่นในสมัยนั้นอย่างไร้ข้อกังขาและนับว่าเป็นนางสาวไทยของประชาชนอย่างแท้จริง

................................................................



2496 : 1953

1. อนงค์ (อัชชวัฒนา) นาคะเกศ : Anong Atchawattana
2. นวลสวาท ลังการ์พินธุ์ : Nuansavard Langkapin
3. เลิศลักษณ์ ศิริวิเศษ : Lertlak Sirivisade
4. อมรา อัศวนนท์ : Amara Buranon ( ตัวแทนสาวไทยคนแรกที่เข้าร่วมการประกวด มิสยูนิเวอร์ส 2497 ) First Thailand's representative in Miss Universe 1954 )
5. มารศรี ยุวนากร : Marasee Yuwanarkorn

อนงค์ อัชชวัฒนา นางสาวไทย ปีพ.ศ.2496
ปลายปี 2496 งานฉลองรัฐธรรมนูญดำเนินไปอย่างราบรื่นท่ามกลางข่าวการตัดสินคดีประทุษร้ายต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ซึ่งนับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ตกเป็นข่าวดังต่อเนื่องอยู่ในความสนใจของปวงชนชาวไทยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การประกวดนางสาวไทยก็ได้ สาวงามผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมความงามตามแบบฉบับหญิงไทย คือ อนงค์ วัชชวัฒนา ชัยชนะของเธอครั้งนี้อยู่เหนือสาวงามผู้เข้าร่วมประกวดถึง 130 คนท่ามกลางรองอีก 4 คน คือ นวลสวาท ลังกาพินธุ์ นางสาวถิ่นไทยงาม ปี 2496, อมรา อัศวนนท์, มารศรี ยุวนาการ และเลิศลักษณ์ ศิริวิเศษ

''อนงค์'' ครองตำแหน่งนางสาวไทยขณะอายุ 18 ปีเธอเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดเกิดและเติบโตในช่วงปฐมวัย ย่านสวนมะลิ เป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวมีน้องชาย 2 คนในวัยเด็กศึกษาที่โรงเรียนแก้วปัญญา และโรงเรียนสายปัญญาในระดับมัธยมก่อนที่ย้ายไปพำนักที่ สวรรคโลกและลำปาง ตามลำดับเมื่ออายุ 16 ปีขณะอยู่ลำปางเธอได้เข้าร่วมประกวดนางสาวลำปาง และพิชิตชัยชนะเป็นนางสาวลำปางก่อนที่จะเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยเพียง 2 ปีต่อจากนั้นจึงเข้าร่วมประกวดนางสาวไทยในนามของกระทรวงการคลังในขณะที่ครองตำแหน่งนางสาวไทย เธอที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นนาน 14 วัน จากการเชิญของธนาคารมิตซุย และเป็นนางสาวไทยคนแรกที่ได้รับการขับกล่อมในคืนวันรับตำแหน่งด้วยเพลง ''นางฟ้าจำแลง'' โดยมี ครูเอื้อ สุนทรสนาน เป็นผู้ประพันธ์ คำร้องและทำนอง ซึ่งเพลง ''นางฟ้าจำแลง'' นับเป็นเพลงอมตะของการประกวดนางสาวไทยมาจวบจนปัจจุบัน
หลังจากพ้นหน้าที่ในตำแหน่งนางสาวไทย อนงค์ได้เข้าพิธีสมรสกับ นายแพทย์ไพฑูร นาคะเกศ ให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน อนงค์ปิดฉากชีวิตลงด้วยการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง เมื่อปี 2545 สิริรวมอายุ 68 ปี

............................................................


2497 : 1954

1. สุชีลา ศรีสมบูรณ์ : Sucheela Srisomboon
2. ระเบียบ อาชนะโยธิน : Rabiab Archanayothin
3. อุทัยวรรณ เทพจินดา : Uthaiwan Debjinda
4. จงดี วิเศษฤทธิ์ : Jongdee Wisetrit
5. วาสนา รอดศิริ : Wasana Rodsiri







นางสาวไทยยุคแรก คุณสุชีลา ศรีสมบูรณ์ เป็นคนสวยอ้วนดี เป็นคนสวยท้วม สวยแบบผู้หญิงสมัยก่อน คือผู้หญิงสมัยก่อนตัวไม่โตและก็ท้วม สวยหวาน ก่อนหน้านี้เคยพลาดจากเวทีใหญ่มาแล้ว ได้รองนางสาวถิ่นไทยงาม ตอนนั้นใช้ชื่อเดิม-สมบูรณ์ ศรีบุรี พอประกวดนางสาวไทยชนะ นางสาวถิ่นไทยงามตกรอบ คุณสุชีลาประวัติชีวิตค่อนข้างน่าเห็นใจ เพราะไม่ค่อยประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เท่าไหร่ พอเลิกกับสามีคนแรก ลูกกับแม่ไม่เคยเจอกันเลย ต่อมาไปเป็นภรรยาอีกคนของเจ้าของโรงแรมที่กำแพงเพชร

นางงามยุคใหม่ ต้องเก่งรอบด้าน [1 ก.ย. 49 - 00:31]

กิจกรรมโชว์ความสามารถของสาวงามผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้ง 18 คน ล้วนไม่ซ้ำกัน ท่าทางคณะกรรมการต้องเวียนเฮดหนักก็คราวนี้!!


“น้องเจี๊ยบ” น.ส.ลลนา ก้องธรนินทร์ หมายเลข 7 ลูกสาวนักธุรกิจพ่อค้าเหล็ก ออกแนวไม่ซ้ำแบบใคร แต่เป็นความถนัดส่วนตัว เพราะมาในมาดนักเทควันโดสายแดง โชว์ลีลาท้าเตะต่อยกับอาจารย์ฝึกสอน ที่บึ่งมาจากกรุงเทพฯ เพื่อเป็นคู่แสดง “น้องเจี๊ยบ” ออกลีลาท่วงท่าแถมเป็นจริงเป็นจัง จนคู่ซ้อมกระเด็นกระดอนไปคนละทาง คณะกรรมการอดหวั่นใจไม่น้อย!!


“น้องน้ำตาล” น.ส.พรรณนภา ปราบภัย หมายเลข 11 ก็ขออาศัยความชำนาญเฉพาะตัว ที่กำลังเข้ายุคเข้าสมัยปีมหามงคลพอดี โชว์ลีลาการเป่าทรัมเป็ตเพลงพระราชนิพนธ์ “ใกล้รุ่ง” ใช้เวลา 3 นาทีที่กำหนดไว้ อย่างคุ้มค่า


“น้องก้ามปู” น.ส. เชรี่ ทรรพวสุ หมายเลข 16 เด็กในโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ ใช้ความน่ารักกับการพูดภาษาไทยกระ-ท่อนกระแท่น แต่อาศัยความตั้งใจโชว์เดี่ยวเปียโนเพลงพระราชนิพนธ์ “นกน้อย” กับ “ชะตาชีวิต” ไปพร้อมกับร้องสลับกันทั้ง 2 ภาษาระหว่างไทยกับอังกฤษ


“น้องนิ้น” น.ส.สลิลาทิพย์ ทิพยไกรศร หมาย เลข 2 นักกีฬา (แม่น) ปืนยาว คราวนี้ไม่ได้พกปืนไปด้วยจึงต้องแสดงความสามารถด้วยการเล่นหุ่นกระบอก ประกอบเพลงที่แต่งขึ้นเองด้วยน้ำเสียงหวานๆ เปรียบว่าตนกำลังเดินทางไปประกวดนางสาวไทย

ต่างกับ “น้องอชิ” น.ส.อชิรญาณ์ เหมือนทิพย์ หมายเลข 7 ที่ขึ้นเวทีในชุดนักมวยหญิงเต็มยศ โชว์การไหว้ครูตามศิลปะแม่ไม้มวยไทยด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง

นางสาวสยาม ยุคที่ 2 : พ.ศ. 2507 - 2515


2507 : 1964


1. อภัสรา หงสกุล : Apasara Hongsakula ( นางงามจักรวาล คนที่ 14 พ.ศ. 2508 ) ( Miss Universe 1965 )
2. อรัญญา นามวงศ์ : Aranya Narmwong
3. เนาวรัตน์ วัชรา : Naowarat Watchara
4. เสาวนีย์ วรปัญญาสกุล : Saowanee Worapanyasakul
5. ละอองดาว กริยา : La-ongdao Kiriya





อาภัสรา หงสกุล นางสาวไทย พ.ศ. 2507



แม้ว่าจะงดจัดการประกวดนางสาวไทยไปถึง 9 ปี พร้อมๆ กับการยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญ แต่ในระยะนั้นการประกวดความงามระดับชาติก็มิได้สูญหายไปสักทีเดียว ดังเช่นการประกวดนางงามวชิราวุธที่จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2503 ภายในงานวชิราวุธานุสรณ์โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ องค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว งานวชิราวุธานุสรณ์หรือที่คนทั่วไปเรียกสั้นๆ ว่า งานวชิราวุธฯ นั้นได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักไม่แพ้งานฉลองรัฐธรรมนูญทีเดียว โดยมีการจัดสืบเนื่องกันมาเป็นระยะๆ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 เป็นต้นมาในส่วนของการประกวดนางงามวชิราวุธนั้นมีการจัดต่อเนื่องถึง 4 ปีติดต่อกัน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนเวทีการประกวดมาใช้ชื่อการประกวดในนามนางสาวไทยในปี 2507



การประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2507 ได้มีการรื้อฟื้นการจัดการประกวดขึ้นโดยคณะกรรมการการจัดงานวชิราวุธานุสรณ์ อันมี พลเอก ประภาส จารุเสถียร นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานการจัดงานด้วยเหตุผลที่เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว อันเนื่องจากการเติบโตในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภาคธุรกิจ บริการและปริมาณของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี ( 2503 - 2507) และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยยิ่งขึ้นในรูปแบบของการส่งตัวแทนในตำแหน่งนางสาวไทยเป็นสื่อเผยแพร่ชื่อเสียงในโอกาสที่เข้าร่วมประกวดนางงามระดับนานาชาติ



ผลการประกวดนางสาวไทยในปี 2507 เป็นไปตามความคาดหมายของทุกฝ่ายสาวงามหมายเลข 28 อาภัสรา หงสกุล อันมีคณะดุสิตจิตรลดาพญาไท เป็นผู้ส่งประกวด ได้ถูกขานชื่อเป็นนางสาวไทยคนที่ 14 ของประเทศด้วยรอยยิ้มอันงดงามของสตรีไทยวัยแรกแย้ม อายุเพียง 17 ปี อาภัสราเข้ารับการสวมมงกุฎเพชร โดย คุณหญิงไสว จารุเสถียร และเข้ารับพระราชทานถ้วยทองคำหนัก 10 บาท จากพระหัตถ์ของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 7 ส่วนรองนางสาวไทยอีกสี่คนในปีนั้นก็ได้แก่ อรัญญา นามวงศ์, เนาวรัตน์ วัชรา, เสาวนีย์ วรปัญญาสกุล และ ละอองดาว กิริยา
''อาภัสรา'' เป็นสตรีไทยคนแรกที่สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบให้องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ท. เป็นผู้ลงนามในสัญญากับบริษัทมิสยูนิเวิร์ส เพื่อเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลในปีถัดมา คือ พ.ศ. 2508 และเธอก็มิทำให้ชาวไทยทั้งประเทศผิดหวัง โดยสามารถพิชิตใจกรรมการชาวต่างชาติเป็นเอกฉันท์ให้ ดำรงตำแหน่งนางงามจักรวาล 2508 (1965) โดยมีรองนางงามจักรวาลอีก 4 คน ได้แก่ นางงามฟินแลนด์, นางงามสหรัฐอเมริกา, นางงามสวีเดน และนางงามฮอลแลนด์ ตามลำดับ
''อาภัสรา'' เป็นนางงามจักรวาล คนที่ 14 ของโลก และเป็นนางงามจักรวาลคนแรกของไทย เธอยังเป็นนางงามจักรวาลคนแรกในขณะนั้นที่มีการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลกถึง 35 ประเทศ ซึ่งนับเป็นระยะทางมากที่สุดในยุคนั้นอีกด้วย ปัจจุบัน อาภัสรา มีบุตรชาย 2 คน และ ได้ดำเนินธุรกิจด้านความงามในธุรกิจสปา ในชื่อ ''อาภัสรา สลิมมิ่ง แอนด์ สปา'' ในซอยอาภาภิรมย์ ย่านรัชดาฯ



นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับกลุ่ม DTC ประกอบด้วย บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด, บริษัท บีบีทีวี โปรดักชั่นส์ จำกัด และบริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน) ประกาศลงนามทำสัญญากับ บริษัท มิสยูนิเวิร์ส อิงค์ สหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นเจ้าภาพอย่างเป็นทางการในการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 2005 ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยในวันที่ 31 พ.ค. 48 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยมีแนวทางหลักคือ ฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทย 6 จังหวัดภาคใต้ หลังเหตุการณ์สึนามิ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว โดยมี อภัสรา หงสกุล อดีตมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 1965 และภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซม่อน อดีตมิสยูนิเวิร์ส ประจำปี 1988 ร่วมแถลงข่าวด้วย












......................................................







2508 : 1965





1. จีรนันท์ เศวตนันท์ : Jeeranan Sawaittanan ( รองนางงามนางงามจักรวาล พ.ศ. 2509 )( 2nd runner-up Miss Universe 1966 )
2. ชัชฎาภรณ์ รักษาเวช : Chatchadaporn Raksanawech
3. สุทิศา พัฒนุช : Sutisa Pattanuch
4. มะลุลี เอี่ยมศิริรักษ์ : Malulee Eiumsirirak
5. กิ่งกมล อุบลรัตน์ : Kingkamol Ubolrat





จีรนันทน์ เศวตนันทน์ นางสาวไทย พ.ศ. 2508



หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการจัดประกวดนางสาวไทย 2507 การประกวดนางสาวไทย 2508 จึงดำเนินไปอย่างคึกคัก มีการเก็บค่าดูบัตรผ่านประตูเฉพาะการประกวดนางสาวไทยได้ถึง 9 แสนบาท โดยสาวนักเรียนนอกจากอังกฤษเป็นผู้พิชิตมงกุฎเพชร นางสาวไทย คนที่ 15 เธอคือ จีรนันทน์ เศวตนันทน์ และมีรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ ชัชฎาภรณ์ รักษนาเวศ, กิ่งกมล อุบลรักษ์, มลุลี เอี่ยมศิริรักษ์ และ สุนิศา พัตนุช

''จีรนันทน์'' หรือ ''เล็ก'' นางสาวไทย วัย 24 ปี เป็นนางสาวไทยที่มีความสง่างามด้วยความงามสะพรั่งของวัยสาวเธอเป็นผู้สมัครเข้าประกวดนางสาวไทยเป็นคนสุดท้าย จากการเรียกตัวให้กลับจากประเทศอังกฤษโดยบิดา หลังจากที่เดินทางไปเรียนทางด้านภาษาและเปียโนควบคู่กันไปเป็นระยะเวลา 3 ปี ก่อนกลับมาร่วมประกวดนางสาวไทย จากการทาบทามของ คุณสนิท โชติกเสถียร เข้าประกวดนางสาวไทยในนามราชตฤณมัยสมาคมเป็นผู้ส่งเข้าประกวดและคว้าตำแหน่งไปในที่สุด โดยไม่มีเวลาเตรียมตัวเข้าประกวดมากนัก ก่อนเข้าประกวด
และในปีถัดมาเธอได้เข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลประจำปี 2509 (1966) ณ ไมอามี่ บีช รัฐฟลอริดา โดยสามารถพิชิตตำแหน่ง รองนางงามจักรวาล อันดับ 2 มาฝากคนไทย ซึ่งมีนางงามสวีเดนเป็นผู้ครองมงกุฎนางงามจักรวาลสืบต่อจาก คุณอาภัสรา หงสกุล นั่นเอง
''จีรนันทน์'' เคยรับหน้าที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์รับใช้เบื้องพระยุคลบาทและเคยไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงระยะหนึ่ง โดยทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาไทยให้ ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์
ปัจจุบันจีรนันทน์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง ซึ่งเธอชื่นชอบในกีฬากอล์ฟ โดยเป็นที่เลื่องลือว่าฝีมืออยู่ในระดับโปรเลยทีเดียว




...........................................................





2509 : 1966



1. ประภัสสร พานิชกุล : Prapassorn Panichakul ( นางงามมิตรภาพ ในการประกวด Miss Queen of The Pacific พ.ศ.2510 )( Miss Congeniality of Queen of The Pacific 1967 )
2. ภาสวรรณ พหุลรัตน์ : Passawan Pahularat
3. นาตยา นิยมพงศ์ : Narttaya Niyompong
4. อุไรวรรณ งามบุญสืบ : Uraiwan Ngamsurbbun

5. สุภาภรณ์ นิลเสรี : Suparporn Nilseree




ประภัสสร พานิชกุล นางสาวไทย พ.ศ. 2509

พ.ศ. 2509 การประกวดนางสาวไทย ได้จัดขึ้นบริเวณอุทยานสวนสราญรมย์ดังเมื่อ 2 ปีก่อนผลปรากฏว่าสาวงามจากจังหวัดลพบุรี เป็นผู้ครองตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ 16 ของประเทศไทย เธอคือ ประภัสสร พานิชกุล ผู้มีความโดดเด่นที่ใบหน้าอันงดงามตามวัยอันสดใสของเธอในขณะนั้น ที่มีอายุเพียง 16 ปี บวกกับเรือนร่างอันสมส่วนบนความสูงถึง 164 เซนติเมตร ทำให้เธอชนะใจกรรมการไปในที่สุด พร้อมด้วยรองอีก 4 คน ได้แก่ อุไรวรรณ งามบุญสืบ, นาตยา นิยมพงศ์, ภาสวรรณ พหุลรัตน์ และ สุภาภรณ์ นิลเสวี
''ประภัสสร'' หรือ ''แดง'' เป็นลูกกำพร้าเกิดและเติบโตโดยการดูแลของน้าสาวที่จังหวัดลพบุรี เธอสำเร็จการศึกษาด้านการเสริมสวยจากโรงเรียนเสริมสวยดาวรุ่ง ก่อนเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย เธอได้รับตำแหน่งนางงามบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรีมาก่อน ขณะดำรงตำแหน่งนางสาวไทย เธอมิได้เดินทางไปร่วมประกวดนางงามจักรวาล เนื่องจากอายุเธอไม่ถึงเกณฑ์ประกวดของกองประกวดนางงามจักรวาล แต่เธอก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยือน ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น ทั้งยังมีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศได้เข้าร่วมประกวดนางงาม ที่ประเทศออสเตรเลีย และเธอก็ได้รับตำแหน่งนางงามผู้สง่างาม มาฝากคนไทยอีกด้วย

ประภัสสร หรือ จิตประภัสสร ในปัจจุบัน เธอมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกับ พล.ต.ต.เทอดพงษ์ เทียนสุวรรณ มีทายาทด้วยกัน 3 คน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ กรุณพล เทียนสุวรรณ นักแสดงหนุ่มชื่อดัง และมีร้านอาหารจิตประภัสสร ย่านประชาชื่น เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่เธอทำมานานอีกด้วย





............................................................................




2510 : 1967



1. อภันตรี ประยุทธเสนีย์ : Apantree Prayuttasenee( ชุดว่ายน้ำยอดเยี่ยม ในการประกวดมิสยูนิเวอร์ส พ.ศ 2511 ) ( Best in Swimsuit, Miss Universe 1968 )
2. รุ่งทิพย์ ภิญโญ : Rungtip Pinyo ( รองอันดับ 4 นางงามนานานชาติ และขวัญใจช่างภาพ พ.ศ.2511 ณ ประเทศญี่ปุ่น )( 4th runner-up and Miss Photogenic of Miss International 1968 )
3. บุญตา ศรีแผ้ว : Bunta Sripaew
4. พัชรินทร์ ไพรอุดม : Patcharin Prai-udom
5. พินนะรัฐ ทะนันไช่ย : Pinnarat Tananchai




อภันตรี ประยุทธเสนีย์ นางสาวไทย พ.ศ. 2510



การประกวดนางสาวไทย พ.ศ. 2510 ได้มีการจัดประกวดขึ้นภายใต้การดำเนินงานของสมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธเป็นปีที่ 4 หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัดประกวดตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อภันตรี ประยุทธเสนีย์ เป็นสาวงามอีกผู้หนึ่งที่ได้ครองตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ โดยมีราชตฤณมัยสมาคมส่งเข้าชิงตำแหน่งนางสาวไทย ปี 2510 และประสบความสำเร็จในที่สุด
การประกวดในปีนั้นดำเนินไปอย่างคึกคักและมีการลุ้นกันระหว่างสองผู้เข้าประกวดที่มีความงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในสายตาของผู้ชม คือ อภันตรี และ รุ่งทิพย์ ภิญโญ สาวงามจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ พ่วงท้าย โดยรุ่งทิพย์พ่ายชัยชนะให้แก่อภันตรี จึงได้รับตำแหน่งรองนางสาวไทยพร้อมกับเพื่อนผู้เข้าประกวดอีก 3 คนที่ได้รับตำแหน่งรองในคราวเดียวกัน คือ พินนะรัฐ ทนันไชย, พัชรินทร์ ไพรอุดม และ บุญตา ศรีแผ้ว

''อภันตรี'' หรือ ''ปุ้ย'' เป็นบุตรีของนายทหาร ร่วมประกวดนางสาวไทยในนามราชตฤณมัยสมาคมเป็นผู้ส่งเข้าประกวดโดยเธอมิเคยผ่านเวทีประกวดนางงามมาก่อน เธอมีดวงตาที่กลม ใบหน้าหวานงดงาม ครองตำแหน่งนางสาวไทยคนที่ 17 เมื่ออายุ 19 ปี ในปีถัดมา อภันตรีเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล ณ ไมอามี่ บีช รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา แม้ว่าเธอจะพลาดตำแหน่งนางงามจักรวาล แต่เธอก็เป็นผู้หนึ่งที่เข้ารอบ 15 คนสุดท้าย ด้วยความสง่างามและสะดุดตาผู้ที่ได้พบเห็นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมากปัจจุบัน อภันตรี มีบุตรสาว 1 คน และเธอยังคงความงามเช่นเดิม โดยมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงใน ททท. หรือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย





...................................................................





2511 : 1968




1. แสงเดือน แม้นวงศ์ : Sangdern Manwong ( แต่งกายชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ในการประกวดมิสยูนิเวอร์ส พ.ศ. 2512 ) ( Best National Costume of Miss universe 1969 )
2. เนตรทราย ชลาธาร : Naitsai Chalartorn
3. มีตทีรา ภัทรนาวิน : Mitteewa Pataranawin
4. ศรีมาย ทิพย์มณฑา : Srimai Tipmontha (ขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน- Miss Photogenic)
5. จันทร์พร สุรินทร์เปาว์ : Janporn Surinpao






แสงเดือน แม้นวงศ์ นางสาวไทย พ.ศ. 2511

พ.ศ. 2511 แสงเดือน แม้นวงศ์ คือผู้ที่ครอบครองตำแหน่งนางสาวไทย ในฐานะตัวแทนของบริษัท เมืองทองไซโก้ ซึ่งมี คุณบุรินทร์ วงศ์สงวน สถาปนิกชื่อดังของเมืองไทยผู้ออกแบบมงกุฎนางสาวไทยหลายสมัยเป็นผู้สนับสนุนส่งเข้าประกวด เธอเป็นสตรีไทยคนแรกและคนเดียวที่มีหุ่นขี้ผึ้งในชุดไทยเรือนต้นสวมมงกุฎโชว์อยู่ในฮ่องกงส่วนสาวงามผู้มีความงามเป็นรองเธอที่ครองตำแหน่งรองนางสาวไทยทั้ง 4 คน ได้แก่ เนตรทราย ชลาธาร ผู้มีตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ 2511 พ่วงท้าย, ศรีมาย ทิพย์มณฑา ผู้มีตำแหน่งนางสาวลำปางพ่วงท้าย, มิตทีรา ภัทรนาวิน และ จันทรพร สุรินทร์เปาว์ โดยในปีนี้ได้มีการประกาศผลตำแหน่งขวัญใจช่างภาพสื่อมวลชน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การประกวดนางงามในประเทศไทย ได้แก่ ศรีมาย ทิพย์มณฑา รองนางสาวไทย นั่นเอง

''แสงเดือน'' สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนศึกษานารีและเข้าทำงานเป็นพนักงานฝึกหัด ณ ธนาคารออมสินก่อนเข้าร่วมประกวดนางสาวไทย ในการประกวดนางงามจักรวาล ที่หาดไมอามี่ ในปี 2512 เธอสามารถพิชิตตำแหน่งชนะเลิศนางงามผู้แต่งกายในชุดประจำชาติยอดเยี่ยม ด้วยชุดไทยตามแบบละครรำสวมชฎาเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ชมทั่วโลกเป็นอย่างยิ่งปัจจุบันหลังจาก แสงเดือน สมรสกับ นิเวศน์ พร้อมพันธุ์ โดยมีพยานรักเป็นธิดา 2 คน นอกจากจะเป็นแม่ศรีเรือนแล้ว ยังดำเนินงานเกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปอีกด้วย




....................................................................





2512 : 1969



1. วารุณี แสงศิรินาวิน : Warunee Saengsirinavin ( ตัวแทนสาวไทยเข้าร่วมประกวด มิสยูนิเวอร์ส ปี 2514 เนื่องจากวารุณี แสงศิรินาวินมีอายุไม่ครบตามที่กองประกวดกำหนดในปี 2513 )( Thailand's representative in Miss Universe 1970)
2. พนารัตน์ พิสุทธิศักดิ์ : Phanarat Pisuttisak ขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน -ชุดไทยยอดเยี่ยม( ชุดไทยจิตรดา) (Miss Photogenic - Best in Thai Jitrada Costume)
3. ษุศราภรณ์ ธีรทรัพย์ : Butsaraporn Teerasub
4. ลดาวัลย์ ยิ่งยง : Laddawan Yingyong
5. ปริยา ศรีวิชัย : Preeya Sriwai


วารุณี แสงศิรินาวิน นางสาวไทย พ.ศ. 2512



พ.ศ. 2512 วารุณี แสงศิรินาวิน สาวงามผู้ที่สมาคมพ่อค้าไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้สนับ สนุนส่งเข้าประกวด สามารถพิชิตตำแหน่งนางสาวไทย พ.ศ. 2512 ด้วยใบหน้าและเรือนร่างที่งดงาม โดยเฉพาะเรียวขาอันเรียวงามที่มีผู้กล่าวขวัญกันเป็นอย่างมาก โดยมีรองนางสาวไทยร่วมรุ่นอีก 4 คน ได้แก่ พนารัตน์ พิสุทธิศักดิ์ ที่ควบอีก 2 ตำแหน่ง ได้แก่ แต่งกายชุดไทยจิตรลดางาม และ ขวัญใจช่างภาพ, ลดาวัลย์ ยิ่งยง, บุษราภรณ์ ธีระทรัพย์ และ ปริยา ศรีวิชัย ตามลำดับ

''วารุณี'' หรือ ''เปีย'' เป็นนางสาวไทยคนที่ 19 ของประเทศไทย เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เกิดและเติบโตย่านมหานาค เธอเป็นผู้ที่ได้ดำรงตำแหน่งนางสาวไทยถึง 2 ปีติดต่อกัน เนื่องจากในปีถัดมาสถานการณ์สงครามอินโดจีนอยู่ในภาวะรุนแรง ด้วยเหตุผลของความไม่เหมาะสมที่จะจัดงานสนุกสนานบันเทิง คณะกรรมการจัดงานวชิราวุธานุสรณ์จึงมีมติให้งดการประกวดนางสาวไทยไป 1 ปี เธอได้ร่วมกับนางสาวไทยรุ่นพี่ไปร่วมงานเอกซโป 1970 ที่ประเทศญี่ปุ่น ทั้งยังเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลในปี 2514 โดยเป็นสาวงามผู้มีอายุน้อยที่สุดของการประกวดครั้งนั้น
ปัจจุบันในวันนี้ของ วารุณี ความสุขอยู่ที่การทำงานในธุรกิจของครอบครัวเกี่ยวกับสิ่งทอ รวมทั้งการทำหน้าที่เป็นศรีภรรยาของ ตรีทิพย์ เตลาน



.............................................................







2514 : 1971




1. นิภาภัทร สุดศิริ : Nipapat Sudsiri
2. สรินยา ทัตตวร : Srinya Tattaworn
3. เปรมฤดี เสริมสิริ : Prame-rudee Sermsiri
4. ศรัญญา ทองขจร : Saranya Thongkajorn
5. เยาวเรศ ภูมิศิลป์ : Yaowaret Bhumisil


รางวัลพิเศษ Special Awards

สุนิสา พรหมนิเวศม์- ขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน Sunisa panomniwai -Miss Photogenic




นิภาภัทร สุดศิริ นางสาวไทย พ.ศ. 2514



การประกวดนางสาวไทยได้มีการดำเนินต่อมาอีกครั้งในปี 2514 นิภาภัทร สุดศิริ เป็นสาวงามผู้พิชิตตำแหน่งนางสาวไทยไปอย่างงดงาม ท่ามกลางรองนางสาวไทย 4 คน ได้แก่ สิรินยา ทัตตวร, เปรมฤดี เสริมสิริ, ศรัญญา ทองขจร และ เยาวเรศ ภูมิศิลป์ ตามลำดับ โดยมี สุนิสา พรหมนิเวศน์ เป็นขวัญใจช่างภาพ ประจำปี 2514 และ เปรมฤดี เสริมสิริ รองนางสาวไทย ได้เป็น นางงามชุดไทยจิตรลดา อีกหนึ่งตำแหน่ง

''นิภาภัทร'' หรือ ''เล็ก'' ได้รับการสนับสนุนเข้าประกวด โดย บริษัท เสริมสุข จำกัด ''เป๊ปซี่'' เป็นผู้ส่งเข้าประกวด ก่อนเข้าประกวด เธอเป็นนางฟ้าของ บริษัท การบินไทย เธอมีเรือนร่างที่สูงโปร่งถึง 170 เซนติเมตร
ในปีถัดมา ''นิภาภัทร'' ได้เดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล ณ ประเทศเปอร์โตริโก แม้ว่าจะไม่ได้ ตำแหน่งสูงสุดของการประกวด แต่รอยยิ้มอันประทับใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไป ต่างกล่าวขวัญถึง มิสไทยแลนด์ อย่างชื่นชม ตลอดการเก็บตัวสองสัปดาห์ตลอดการประกวดในครั้งนั้น
ปัจจุบัน หลังจากสมรสกับ จตุพร สีหนาทกถากุล นักธุรกิจผู้มีกิจการหลายสิบอย่าง เช่น โรงแรมแลนด์มาร์ค สุขุมวิท, โรงแรมสยาม เพชรบุรีตัดใหม่, บริษัท สี




.....................................................




2515 : 1972




1. กนกอร บุญมา : Kanok-orn Bunma
2. แสงอรุณ จิตใจ : Saeng-arun Jitjai
3. สุดเฉลียว รอดบุญธรรม : Sudchaleaw Rodbuntham ( รองอันดับ 1 นางงามนานาชาติ พ.ศ.2516 ณ ประเทศญี่ปุ่น )( 1st runner-up Miss Young International 1973 )
4. ปริศนา โลหะนันท์ : Prissana Lohanan
5. สุดสวาท สมโนทัย : Sudsawas Somnothai


รางวัลพิเศษ Special Awards

ภรินทร กรเพชร - ขวัญใจช่างภาพและสื่อมวลชน Parintorn Kornpetch- Miss Photogenic
รุ่งทิวา ศรีวรกุล - ชุดไทยยอดเยี่ยม ( ชุดไทยจิตรดา) ( รองอันดับ 4 มิสเอเซียแปซิฟิก 2516 และตำแหน่งชุดประจำชาติยอดเยี่ยม )Rungthiva Sivorakul - Best in Thai Jitrada Costume ( 4th runner-up & Best National Costume of Miss Asia Pacific 1973 )




กนกอร บุญมา นางสาวไทย พ.ศ. 2515

พ.ศ. 2515 เป็นปีสุดท้ายในยุคที่ 3 ของการประกวดนางสาวไทย ผู้ได้รับตำแหน่งในปีนั้น คือ กนกอร บุญมา สาวงามจากจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีผู้ส่งเข้าประกวดคือภัตตาคารแม่น้ำ และมีรองนางสาวไทยอีก 4 คน ได้แก่ แสงอรุณ จิตต์ใจ, สุดเฉลียว รอดบุญธรรม, สุดสวาท สมโนชัย และ ปริศนา โลหะนันท์ โดยมี ภรินทร กรเพชร เป็นขวัญใจช่างภาพ ประจำปี 2515 และ รุ่งทิวา ศรีวรกุล ได้เป็น นางงามชุดไทยจิตรลดา

''กนกอร'' หรือ ''วัชรี เภามา'' พื้นเพเดิมเป็นชาวแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา อดีตนักเรียนเสริมสวยจากโรงเรียนเสริมสวยแอนนา เข้าร่วมประกวดนางสาวไทยโดยการชักชวนของอาจารย์ อรุณี สามโกเศศ เจ้าของ โรงเรียนเสริมสวยแอนนา เธอเป็นนางสาวไทยคนที่ 21 ของประเทศไทย เธอเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลที่ประเทศกรีซ ในปี 2516 ร่วมกับสาวงามอีกเกือบร้อยประเทศทั่วโลก แม้ว่าจะไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ กลับมา แต่เธอก็ได้ฝากรอยยิ้มและไมตรีจิตอันดีงามของชาวไทยไปเผยแพร่แก่ชาวโลกอย่างดียิ่ง
ปัจจุบันหลังจากสมรสกับ สุวิทย์ พงษ์จรัสพันธุ์ เมื่อ 18 พฤษภาคม 2518 แล้ว กนกอรได้มาเป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัว รวมไปถึงช่วยดำเนินธุรกิจปั๊มน้ำมันเชลล์ สุรนารีบริการ และห้างหุ้นส่วนจำกัดอุปกรณ์ค้าไม้ของสามี ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา


...................................................